หลักการเลือกซื้อกล้องถ่ายรูปสวยมือสอง

Second hand camera

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน กล้องถ่ายรูปก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ดี เพียงแค่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตัวกล้องไปตามยุคตามสมัยเท่านั้นเอง จากเดิมที่เป็นกล้องฟิล์มก็พัฒนามาเป็นกล้องดิจิตอล ในรุ่นของกล้องดิจิตอลก็ยังแตกแขนงไปเป็นกล้องประเภทต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน นอกจากงานดีไซน์ภายนอกที่สวยงามแตกต่างกันแล้ว ฟังก์ชันการใช้งานของกล้องแต่ละตัวก็แตกต่างกันด้วย คนรักกล้องคงจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่ารักพี่เสียดายน้องได้เป็นอย่างดี แต่ครั้นจะซื้อกล้องมาไว้หลายๆ ตัวมันก็ใช้เงินค่อนข้างเยอะ กล้องมือสองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่จะมีเทคนิคในการเลือกซื้ออย่างไรให้ได้กล้องคุณภาพดีสมราคา เราจะมาดูไปพร้อมๆ กัน

ตรวจสอบภายนอกอย่างละเอียด

ก่อนจะไปถึงคุณสมบัติภายในให้เริ่มจากสภาพภายนอกเป็นอันดับแรก ต้องสังเกตดีๆ ตามจุดที่ต้องใช้งานบ่อยๆ เช่น ปุ่มกดชัตเตอร์ ฝาครอบเลนส์ ฐานตัวกล้องที่ยึดกับขาตั้งกล้อง เป็นต้น ปกติคนใช้กล้องก็จะถนอมของกันอยู่แล้ว เวลาดูเผินๆ เราก็เลยไม่เห็นร่องรอยตำหนิ ยิ่งถ้าเป็นกล้องตัวสีดำด้วยแล้วก็ยิ่งมองยากเข้าไปใหญ่ ให้ใช้เวลาในการตรวจสอบสภาพสักนิด จะได้ไม่ต้องเสียใจต้องซื้อกลับไปบ้านแล้ว

ตรวจเช็คจำนวนชัตเตอร์

จำนวนชัตเตอร์เป็นตัวบ่งบอกว่ากล้องตัวที่กำลังสนใจนั้นผ่านศึกสงครามมาเท่าไร เหมือนกับการตรวจวัดค่าไมล์ของรถยนต์นั่นเอง ถ้าค่าจำนวนชัตเตอร์มีมาก อายุการใช้งานของกล้องก็จะเหลือน้อย แต่ถ้าจำนวนชัตเตอร์น้อย เราก็จะเอามาใช้งานต่อได้อีกนาน และแน่นอนว่ากล้องตัวไหนที่มีจำนวนชัตเตอร์น้อยก็มักจะมีราคาแพงตามไปด้วย

ตรวจสอบตามขอบยาง

สิ่งที่ต้องดูก็คือ ยางมีความบวม ลอก ถลอก มากน้อยแค่ไหน ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลต่อการถ่ายภาพ แต่มันมีผลต่อความแข็งแรงทนทานของตัวกล้องอย่างแน่นอน สมมติเราถูกใจกล้องตัวนี้จริงๆ แล้วใช้งานไปอีกหลายปี เราอาจจะต้องเสียเงินเพื่อเปลี่ยนยางเหล่านี้ในที่สุด อีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นจุดที่สามารถบอกได้ว่าเจ้าของเก่าดูแลรักษากล้องดีแค่ไหน

ตรวจสอบหน้าจอแสดงผล

จอแสดงผลที่ดีต้องให้ภาพที่คมชัด ไม่มีจุดดำ ไม่มีเส้นพาดขอบจอต้องไม่มืด ถ้าเจออาการแบบนี้แม้เพียงเล็กน้อยให้รู้เอาไว้เลยว่า หน้าจอกำลังเสื่อมสภาพ อาจจะต้องเปลี่ยนในเร็ววันนี้ แต่ถ้าชื่นชอบอยากจะซื้อกล้องจริงๆ ก็ควรเผื่อค่าใช้จ่ายเอาไว้ด้วย

ตรวจหา dead pixel

การตรวจสอบในจุดนี้น่าจะใช้เวลานานที่สุด และน่าจะเป็นจุดที่หลายคนมองข้ามมากที่สุดด้วย ถามว่ามันมีผลต่อภาพถ่ายที่ได้มากน้อยแค่ไหน ตอบเลยว่าไม่มีผล แต่มีผลต่อจิตใจเวลาเราเอามาใช้งานจริง จะเปิดดูภาพที่ถ่ายก็เห็นแต่ dead pixel เต็มไปหมด แบบนี้ใช้ไปไม่นานเท่าไรก็อดทนไม่ไหว ต้องเสียเงินเปลี่ยนอุปกรณ์กันอีกอยู่ดี

ตรวจสภาพของเลนส์กล้อง

ตามปกติแล้วเลนส์จะเป็นส่วนที่พบร่องรอยความเสียหายน้อยที่สุด เพราะตากล้องทุกคนจะระวังตรงจุดนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ก็มีโอกาสจะพบรอยขนแมวรอยขีดข่วนขนาดเล็กที่เกิดจากการดูแลแบบผิดวิธีได้เหมือนกัน ก็ดูเอาตามสภาพที่เรารับได้ และคิดว่าจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเลนส์เพิ่มอีก

อย่าลืมว่าการซื้อกล้องมือสอง แม้ว่ามันจะมีราคาถูกกว่ากล้องมือหนึ่ง แต่ก็มักจะไม่มีการประกันจากศูนย์เหลือแล้ว จึงจำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อพอสมควร อย่ารีบร้อน อย่าเห็นแก่ของถูก และพยายามมองหาตัวเลือกหลายๆ อันเพื่อเปรียบเทียบข้อได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันด้วย

กล้องติดรถยนต์ช่วยให้ความเป็นธรรมได้ดีที่สุด

Car camerapic

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับผู้เดินทางใช้รถใช้ถนนคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “กล้องติดรถยนต์” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นไหนๆ ก็มักจะมีติดรถไว้ ก็เพื่อความสบายใจ เพื่อหลักฐาน เพื่อความเป็นธรรมที่ในบางครั้งมุมมองอาจดูว่าเราผิดทั้งที่จริงเรานั้นเป็นฝ่ายถูก และกล้องติดรถยนต์นี่แหละที่จะช่วยเราโดยที่ไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยปากเลย แต่หากใครที่ยังลังเล หรือไม่เข้าใจว่ากล้องติดรถยนต์ช่วยให้ความเป็นธรรมได้ดีที่สุดอย่างไรบ้าง เพื่อให้การตัดสินใจใช้งานง่ายขึ้น เราขออาสาพาทุกคนไปทำความเข้าใจเอง

กล้องติดรถยนต์สิ่งที่ควรมีติดรถ

  1. ช่วยเก็บหลักฐานในยามที่เกิดอุบัติเหตุ

สิ่งแรกที่เราควรเลือกติดกล้องหน้ารถยนต์ก็คือไว้เป็นหลักฐานในยามที่เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง แน่นอนว่าใครๆ คงไม่อยากเกิดอุบัติเหตุแต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง หลักฐานจากกล้องติดรถยนต์จะทำหน้าที่สู้คดีในกรณีที่คู่กรณีไม่ยอม หรือนำไปให้ประกันเพื่อเครมได้ ซึ่งอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีทั้งที่เราขับไปชนเอง คู่กรณีมาชนขณะขับ หรือจอดอยู่เฉยๆ ก็มาชน ฯลฯ

  1. ช่วยให้เราจำทางได้ ไม่หลง

ขณะขับขี่รถแน่นอนว่าเราต้องเปิดกล้องติดรถยนต์ไว้ตลอดการเดินทาง ซึ่งเจ้าสิ่งนี้ก็จะคอยบันทึกเส้นทางที่ไปไว้ ดังนั้นเวลาที่ต้องการเดินทางไปอีกครั้งแต่จำเส้นทางไม่ถนัดก็สามารถนำคลิปวิดีโอจากกล้องติดรถยนต์มาเปิดดูอีกรอบเพื่อระลึกการเนทางนั้นได้ รับรองว่าไม่หลง ยิ่งเป็นกล้องที่ติด GPS ยิ่งสะดวกต่อการส่งของ หรือคนที่ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้รถไปถึงไหนแล้ว รวมถึงในกรณีที่รถยนต์ถูกขโมยไปเราก็สามารถติดตามรถจาก GPS ได้

  1. ป้องกันพวกหัวหมอหากินบนถนน

ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาคนหัวหมอ ไม่ยอมทำงานมักจะมีวิธีหาเงินแปลกๆ บางคนเลือกที่จะกระโดด หรือวิ่งตัดหน้ารถหวังให้รถชนเลยก็มี เพื่อเรียกว่าเสียหาย ค่าบาดเจ็บ หากไม่มีกล้องติดรถยนต์ก็อาจทำให้ตกเป็นเหยื่อ เสียเงินเสียทองไปได้เพราะไม่มีหลักฐานมายัน แต่หากมีกล้องติดหน้ารถล่ะก็จะกระโดด วิ่งตัดหน้า หรือวิธีไหนๆ ก็ไม่มีทางเรียกค่าเสียหายจากเราไปได้ เพราะกล้องจะเก็บหลักฐานไว้ชัดเจน

  1. ขับรถไม่สุภาพเจอดีแน่

บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นรถขนส่งทั้งพัสดุ และผู้คนกระทำความผิด ขับเร็วเกินไป อยู่ดีๆ ก็ถอยรถมาเข้าซอยทั้งที่ขับเลยไปแล้ว ฯลฯ การกระทำเหล่านี้เรียกอีกความหมายหนึ่งว่าขับรถไม่สุภาพ ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นภาพลักษณ์ของบริษัท องค์กร ถ้าทำตัวไม่ดีก็จะทำให้บริษัท องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียงไปได้ การมีกล้องติดรถยนต์จะช่วยตรวจสอบพนักงานที่ขับรถไม่สุภาพเหล่านี้ให้ไม่กระทำผิด หรือเสริมสร้างความระมัดระวัง ความมีวินัยบนท้องถนน เพราะหากจะทำผิดขึ้นมาเจอดีแน่

  1. เคลม – ลดดอกเบี้ยประกันในปีถัดไปง่ายขึ้นด้วย

บริษัทประกันรถได้ออกนโยบายเกี่ยวกับการติดกล้องรถยนต์ซึ่งหากใครติดตั้งแล้วไม่มีการดัดแปลง แก้ไขคลิปวิดีเลยก็จะสามารถลดดอกเบี้ยไปได้ร้อยละ 5-10 เพราะถือว่าช่วยจับตัวคนทำผิดมาลงโทษได้ดี รวมถึงใช้เป็นโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆ ในการต่อทะเบียนรถยนต์ในปีถัดไป เรียกว่าเป็นตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ดีที่สุดเลยเชียว

เห็นกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าการติดกล้องรถยนต์ช่วยให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้รถใช้ถนนได้ดีที่สุดอย่างไรบ้าง ก็หวังว่าจะช่วยให้หลายๆ คนตัดสินใจติดกล้องรถยนต์ในทันทีมากก็น้อย ทั้งนี้ ก็ควรเลือกติดตั้งกล้องที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้คลิปวิดีโอคมชัด เพิ่มความเป็นธรรมถึงเท่าตัวเลยล่ะ

 

 

 

 

 

canon ประกาศอัพแพทใหม่ เพื่อระบบความปลอดภัยมากขึ้น

เมื่อโลกเข้าสู่ความเป็นดิจิตอลมากขึ้น มีอุปกรณ์ดิจิตอลมากมายเพื่อให้เราสะดวกสบายมากขึ้นทำอะไรได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่จะล่อให้เหล่าแฮคเกอร์เข้าไปเพื่อยึดมาเรียกค่าไถ่ ใครจะเชื่อว่าอย่างกล้อง DSLR เองก็มีการโจรกรรมข้อมูลด้วยเหมือนกัน

การโดนโจรกรรมข้อมูล

กล้อง DSLR กลายเป็นอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอยากจะมีติดตัวเอาไว้ถ่ายรูป ถ่ายภาพตามต้องการ แล้วก็เอาไปอัพโหลดลงในคอมพ์ แต่งภาพใช้งานอะไรที่อยากได้ เชื่อหรือไม่ว่า กล้อง DSLR แบบนี้ก็สามารถโดนโจรกรรมข้อมูลได้ด้วย พวกนี้จะใช้ระบบการถ่ายโอนข้อมูลผ่านระบบไวไฟ หรือ เสียบผ่านสาย USB เข้าแทรกซึมไปในกล้อง จากนั้นก็ทำให้กล้องของเราติดมัลแวร์ หรือ ไวรัสบางอย่างที่จะทำให้กล้องนั้นถูกจารกรรมข้อมูลดึงออกไปผ่านระบบ ไวไฟ ไปยังปลายทางที่กำหนดไว้

การแก้ไขของ แคนนอน

จากอันตรายดังกล่าว ทำให้แบรนด์กล้อง DSLR ต่างต้องออกมาช่วยเหลือผู้ใช้งาน ด้วยการอัพเดตตัวป้องกันไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้ อย่างแคนนอนเองก็ออกมาอัพเดต เฟิร์มแวร์ตัวใหม่เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้มากขึ้น เมื่อตอนประมาณกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ใช้สามารถอัพเดตได้เองในเว็บไซต์ของตัวแคนนอน ตัวนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ผู้ใช้มั่นใจในผลิตภัณฑ์ของแคนนอนว่าจะสามารถป้องกันการโจรกรรมภาพในกล้อง DSLR ได้

วิธีการใช้งานกล้อง DSLR อย่างปลอดภัย

ไม่เพียงแค่นั้น ทางแคนนอนเองได้ออกมาแนะนำวิธีการใช้กล้อง DSLR ให้ปลอดภัยจากการใช้งานสถานที่ทั่วไป โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกล้องกับเครื่องมือที่ไม่ปลอดภัย หนึ่งเราควรต้องตั้งค่าความปลอดภัยของอุปกรณ์ว่าเชื่อมต่อกับกล้องอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เครือข่ายไวไฟที่ใช้ สองไม่เชื่อมต่อกล้อง DSLR กับเครือข่ายไวไฟ อินเตอร์เน็ตที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเครือข่ายสัญญาณสาธารณะที่อาจจะแฝงมาด้วยไวรัส สามปิดการเชื่อมต่อเครือข่ายของกล้อง (ปิดไวไฟ) เมื่อเลิกใช้งาน เพื่อลดโอกาสการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่เหมาะสม สี่หากต้องการเชื่อมต่อกล้อง DSLR กับคอมพิวเตอร์เพื่อถ่ายโอนข้อมูล ต้องเช็คก่อนว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโปร่ง สะอาด ปราศจากไวรัสหสุดท้ายดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ อัพเดตใหม่ล่าสุดจากทางแคนนอนเท่านั้น เพื่อให้ได้เฟิร์มแวร์ที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดกับผลิตภัณฑ์กล้อง DSLR ของแคนนอน

จากเรื่องราวการโจรกรรมข้อมูลในกล้อง DSLR มาเรียกค่าไถ่นั้น เป็นเรื่องอันตรายที่ไม่ไกลตัวเองเลย ดังนั้นใครที่ใช้กล้อง DSLR ต้องระมัดระวังกันหน่อย อย่างน้อยก็ทำตามที่เราบอกเอาไว้ แม้จะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด 100% แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ป้องกันอะไรเลย เกิดโดนจารกรรมภาพมาเรียกค่าไถ่ทีหนึ่งนี่บอกเลยว่า ไม่สนุกเลย เอาจริงๆ

Dji เปิดตัวกล้องวิดีโอ osmo action พกพา

สาวกถ่ายภาพ หรือวิดีโอ VLOG ต่างๆ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เพราะตอนนี้ผลิตภัณฑ์กล้อง DJI ได้เปิดตัวกล้องวิดีโอ Osmo Action จิ๋วแต่แจ๋ว พกพาง่ายแม้อยู่ในที่แคบก็หยิบออกมาถ่ายได้ โดยมีความพิเศษคือหน้าจอ LCD 2 ด้าน (ด้านหน้า – หลัง) เอาใจคนชอบถ่ายภาพอย่างมาก ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้เป็นนำมาสู้กับ GoPro HERO ตัวเก๋าคงกระพันนั่นเอง

Osmo Action การเปิดตัวกล้องวีดีโอของ DJI

อย่างที่ทราบกันดีว่าปีที่แล้วทาง DJI ได้เปิดตัวกล้องวีดีโอขนาดจิ๋วใช้พกพา อย่าง DJI OSMO Pocket ไป แต่ก็ยังไม่สามารถสู้กับพระเอกแบรนด์ดัง GoPro HERO ทาง DJI จึงได้พัฒนาออกมาใหม่เป็นรุ่น Osmo Action ที่นอกจากจะใช้พกพาสะดวกแล้ว ยังมีจุดแด่นอันน่าลองคือหน้าจอ LCD ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รายละเอียดของ osmo action แบบพอสังเขปมีดังนี้

  • DJI osmo Action ใช้สำหรับการทำ VLOG เก็บภาพเคลื่อนไหวสวยๆ เนื่องจากตัวกล้องมีขนาดเล็ก พกพาง่าย ทำให้เซลฟี่สะดวกขึ้น
  • อย่างที่บอกก่อนหน้าว่ากล้องวิดีโอ DJI Osmo Action มีหน้าจอ LCD เป็น 2 ด้าน โดยด้านหน้าขนาด 1.4 นิ้ว ด้านหลังขนาด 2.25 นิ้ว
  • ในเรื่องของการทำงานจะรันด้วยระบบปฏิบัติการ Action OS ง่ายต่อการควบคุม
  • กล้องวิดีโอ DJI osmo Action ตัวนี้ สามารถกันน้ำได้ลึก 11 เมตร สายใต้น้ำต้องมีไว้สักตัว สองตัว
  • มีเทคโนโลยี Electronic Image Stabilization (EIS) ช่วยให้ถ่ายวิดีโอนิ่ง ภาพที่ออกมาได้คุณภาพ แทบหาความสั่นสะเทือนได้น้อย ซึ่งมาในโหมด RockSteady
  • ภาพของ DJI Osmo Action มีความละเอียดถึง 12 ล้านพิกเซล ใช้ระบบเซนเซอร์ ½.3 CMOS ส่วนวิดีโอจะมีความละเอียดอยู่ที่ 4k 30 fps ในโหมดต่างๆ เช่น HDR, Timelapse, Rocksteady และ 4k 60 fps ในโหมดปกติ
  • ในส่วนของแบตเตอรี่ DJI osmo Action ในแต่ละรอบสามารถถ่ายได้นาน 135 นาที (2 ชม. 15 นาที) โดยในโหมดปกติจะมีความละเอียด 1080p/30fps ซึ่งใช้เวลาชาร์จต่อ 1 ครั้ง อยู่ที่ 90 นาที (1 ชม. 30 นาที)

ทั้งนี้ ความสามารถ ของกล้องวิดีโอ DJI Osmo Action ยังมีให้เราได้เลือกใช้อีกหลายหลาก เช่น โหมด HDR โหมด Timelapse โหมด Slo-mo ที่มีความละเอียด 1080p ที่ 240 fps ใช้ถ่ายวิดีโอแบบสโลโมชั่นได้ถึง 8x ช้า คมชัด สวยทุกการเคลื่อนไหว คุณภาพเกินราคาจริงๆ รวมถึงยังมีโหมด Custom Exposure Settings ที่ผู้ใช้งานอย่างเราๆ สามารถปรับตั้งค่ากล้องได้เอง เรียกว่า อยากถ่าย อยากได้ภาพแนวไหนคุณเป็นคนเลือก สำหรับราคาของกล้องวิดีโอ Osmo Action นี้ก็เป็นราคาที่สบายกระเป๋ามาก เพราะมีราคาอยู่ที่เครื่องละราวๆ  12,000 บาท โดยได้วางขายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 62 ที่ผ่าน หาซื้อได้ที่ตัวแทน DJI ทั่วประเทศ ใครยังไม่มีต้องรีบหาซื้อมาใช้กันแล้ว บอกเลยว่าของมันต้องมี

Kodak คำนี้กำลังจะหาไปจากความทรงจำ

โกดัก ถือว่าเป็นบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดของทางสหรัฐอเมริกา ในช่วงของปลายปีที่แล้ว โกดักนั้นได้รับข่าวร้ายที่สุด นั่นก็คือ นิตยาสารฟอร์บส์ให้ โกดักนั้น เป็นชื่อ 1 ใน 5 ที่คนอเมริกันกำลังจะลืมชื่อนี้ แต่ยังไม่ถึงปี ทางด้านบริษัทโกดักก็ยื่นฟ้องแบบล้มละลาย และคาดว่าชื่อนี้จะค่อยๆหายไปจากความทรงจำของคันทั่วโลกไปในอีกไม่นาน วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวข้อของ Kodak “คำนี้กำลังจะหาไปจากความทรงจำ”  บริษัทโกดักซึ่งก่อตั้งขึ้นมาได้ 132 ปี และประวัติความน่าสนใจมีดังต่อไปนี้

  • ในปี ค.ศ. 1970 ทางโกดักได้ประสบความสำเร็จเร็วที่สุดในการขายฟิล์ม และอุตสาหกรรมการถ่ายภาพทุกชนิด พร้อมด้วยอุตสาหกรรมหนัง โดยแบ่งกำไรสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสินค้าเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพในอเมริกา
  • ชื่อจริงนามสกุลจริงของ Kodak คือ อีสต์แมน โกดัก (Eastman) ซึ่งชื่อ อีสต์แมน มาจากชื่อของผู้ก่อตั้งคือ จอร์จ อีสต์แมน นั่นเอง
  • ที่มาของคำว่าโกดัก ได้มาจากผู้ก่อตั้ง โดยเขาเป็นผู้ที่ชื่นชอบตัวอักษรอังกฤษอย่างตัว K มากที่สุดซึ่งเขามองว่าตัว K เป็นตัวอักษรที่ทรงพลัง จากนั้นได้เล่นเกมส์สแครบเบิลกับคุณแม่ของเรา และเอาคำมาเรียงกันจนบังเอิญเรียงเป็นคำว่า Kodak เลยได้ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อสินค้ามาจนถึงปัจจุบัน
  • สิ่งที่ทำให้ โกดักนั้นเป็นที่โด่งดังมากที่สุดนั้นไม่ใช่กล้อง แต่เป็นเพียงแค่ใบมีดโกนเท่านั้น หลังจากที่ขายใบมีดโกนเป็นที่ประสบความสำเร็จแล้วจึงหันมาลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปอย่างเต็มตัว
  • Kodak เป็นบริษัทที่นำกล้องมาวางขายเป็นเข้าแรกของอเมริกาแต่ดันไม่ใช้ชื่อของตัวเองขายในสินค้าชนิดนี้โดยช่วงนั้นจะใช้ชื่อของ Quick ซึ่งเป็นชื่อสินค้าแบรนด์ Apple

ภาพชัดตื้น ชัดลึก ดีอย่างไรกับภาพถ่าย

pictureneww

นักถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือ มือเก๋า การจัดองค์ประกอบภาพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก อีกทั้งมิติของภาพก็สำคัญเพราะมันจะทำให้ภาพออกมาอีกรูปแบบหนึ่งเลยแม้ว่าจะถ่ายที่เดียวกันก็ตาม หนึ่งในการสร้างมิติของภาพนั่นคือ การถ่ายภาพชัดตื้น ชัดลึก ทั้งสองอย่างนี้ดีอย่างไรกับภาพถ่าย

ภาพชัดตื้น ภาพชัดลึกคืออะไร

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ภาพชัดตื้น ภาพชัดลึกนั้นมีความหมายว่าอย่างไร หากจะให้อธิบายแบบมือใหม่ก็เข้าใจได้ ภาพชัดตื้นหมายถึงการทำให้วัตถุใกล้กับกล้องนั้นมีความชัดเจน ส่วนแบ็คกราวด์ด้านหลังภาพจะเบลอ ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียด ส่วนภาพชัดลึกก็จะตรงข้ามกัน มองไกลเห็นชัด มองใกล้แล้วเบลอ นั่นเอง

ภาพชัดตื้น ชัดลึก ถ่ายยังไงดี

คำถามต่อไป มือใหม่อาจจะสงสัยว่า หากเราต้องการถ่ายภาพชัดตื้น ชัดลึก จะตั้งค่ากล้องอย่างไร คำตอบก็คือ เราต้องไปปรับค่า f เป็นหลัก ค่านี้หากต้องการถ่ายภาพชัดตื้นเราต้องปรับค่า f ให้น้อยที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เลนส์มีค่า f2.2 หากต้องการชัดตื้นก็ต้องตั้งค่า f1.8 เป็นต้น กลับกันหากต้องการถ่ายภาพชัดลึกต้องตั้งค่า f ให้มากขึ้นตามลำดับ อีกหนึ่งปัจจัยคือระยะหากต้องการภาพชัดตื้นนอกจากปรับกล้องเราอาจจะขยับระยะให้ใกล้วัตถุเข้าไปอีกเพื่อให้ได้ภาพชัดตื้นแบบสวยคมมากขึ้น

ข้อดีของภาพชัดตื้น

ภาพชัดตื้นมีดีอย่างไร คำตอบก็คือ ภาพถ่ายแบบนี้จะทำมาเพื่อวัตถุ หรือ คน บางอย่างที่เราต้องการโฟกัสระยะใกล้เพื่อให้ได้รายละเอียดของสิ่งนั้นชัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพสิ่งของสำหรับโพสต์ขาย การถ่ายภาพวัตถุเพื่อความคมชัด หรือ จะเป็นรอยยิ้มของนางแบบบนใบหน้าที่พร้อมจะทำให้รอบข้างกลายเป็นสิ่งที่ดูหม่นหมองไปเมื่อเทียบกับรอยยิ้มของเธอ การถ่ายภาพชัดตื้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

อีกหนึ่งข้อดีของการชัดตื้น ก็คงจะเป็นการเปรียบเทียบวัตถุสองสิ่งในภาพ หากชัดตื้นภาพเราเน้นก็จะชัด อีกส่วนก็จะเบลอ มันจะทำให้เกิดการขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้วัตถุดูเด่นขึ้นแบบไม่ต้องแต่งภาพเพิ่มเติม

ข้อดีของภาพชัดลึก

ฝั่งภาพชัดลึก จุดเด่นของเค้าจะเป็นการถ่ายทอดภาพวิว ทิวทัศน์ออกมาเป็นอย่างดี การได้มองภาพมองกว้างที่ทั้งลึก ทั้งไกล ได้รายละเอียดครบถ้วน ก็ต้องอาศัยภาพชัดลึกนี่แหละเป็นตัวถ่ายทอดออกมาก

อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ภาพถ่ายแบบไหนก็ตาม ขึ้นอยู่กับช่างภาพด้วยว่าจะเลือกใช้แบบไหน ตั้งค่าอย่างไร ประสบการณ์จะเป็นตัวบอกเราเอง เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์หยิบกล้องแล้วออกไปท่องเที่ยวถ่ายภาพกันดีกว่า

ส่องจุดเด่น อาวุธหลักของนักถ่ายภาพมือใหม่ Canon 200D

canon_200D_4 pic

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การถ่ายภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องยาก เรื่องสิ้นเปลืองอีกต่อไป หากเราอยากเป็นนักถ่ายภาพมือใหม่กับเค้าบ้าง อาวุธคู่ใจเป็นสิ่งที่ต้องมี หากไม่มีก็ออกรบไม่ได้ หนึ่งในกล้องอยากจะหยิบมาแนะนำมือใหม่ก็คือ Canon 200D มาดูกันว่า ทำไมกล้องตัวนี้ถึงเหมาะกับเป็นอาวุธเด็ดของนักถ่ายภาพมือใหม่

สีสันสวยงาม โดดเด่น

เริ่มจากดีไซน์กันก่อน ปกติเราจะคุ้นชินกับกล้อง DSLR หรือ Mirrorless สีดำเป็นหลักแต่กับ Canon 200D ไม่ใช่แบบนั้นเค้ามีการทำบอดี้ออกมาใหม่สองสีหลัก คือ บอดี้สีขาวแถบจับสีเงิน กับ บอดี้สีเงินแถบจับสีน้ำตาล บอกเลยว่าสวยทั้งสองแบบ ทำให้กล้องของเราโดดเด่นสวยงามไม่เหมือนใคร น่าจะทำให้มือใหม่อยากเล่นกล้องมากขึ้นกว่าเดิม

เลนส์ kit ความสามารถดี

มือใหม่อย่างเราเวลาซื้อกล้องมาที ก็ต้องมาคิดกันต่อว่าจะซื้อเลนส์แบบไหนดี ถึงจะเข้ากัน เราบอกเลยว่าหากเป็น Canon 200D อาจจะยังไม่ต้องซื้อเลนส์เสริมก็ได้ เนื่องจากเลนส์ของเค้าก็นับว่าพอออกงานได้ ไม่ว่าจะเป็นค่า f 4.0 หรือระบบ STM ช่วยให้การซูมเข้าออกเวลาถ่ายวิดีโอเงียบมาก อีกหนึ่งลูกเล่นของเลนส์คือหากเราปรับวงแหวนโฟกัส(วงแหวนนอกสุด) เลนส์ก็จะไม่ขยับออกมา ทำให้ถ่ายภาพได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

หน้าจอสั่งการ

เวลาถ่ายภาพจากกล้อง หลายคนมักจะกังวลการถ่ายภาพมุมมองอื่น อย่างเช่น ภาพมุมสูง ภาพเซลฟี่ ไม่ต้องกังวลกับ Canon 200D เนื่องจากหน้าจอเป็นระบบสัมผัส เราสามารถบิด พลิก หน้าจอได้รอบทิศทางทำให้การทำงานทำได้หลากหลายมากขึ้น จะถ่ายภาพมุมสูง เซลฟี่ กรุ๊ฟฟี่ ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

เมนูผู้ช่วย

อีกหนึ่งลูกเล่นรับรองมือใหม่ต้องชอบแน่นอน นั่นคือ เมนูผู้ช่วยกล่าวคือ มันจะมีคำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพแต่ละแบบเอาไว้ด้วย ว่าควรจะปรับกล้องเท่าไร ประมาณไหนถึงจะได้ภาพตามต้องการ ซึ่งจะทำให้มือใหม่อย่างเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าต้องการให้ภาพออกมาแบบไหน เพียงแค่นี้เราก็จะได้ประสบการณ์การถ่ายภาพที่ถูกต้อง ได้ภาพสวยไปด้วย

ชิพประมวลผล

กล้อง DSLR ตัวนี้เห็นภายนอกดูเหมือนเล็กแต่ข้างในเค้าใช้ชิพประมวล Digic 7 ซึ่งมีความก้าวหน้ามากสุดในกล้องรุ่นเดียวกันไป นั่นทำให้การจัดการภายในกล้อง การเก็บรายละเอียดทั้งในแสงปกติ แสงน้อย ทำได้ดีมาก จนทำให้ภาพจากมือใหม่อย่างเราออกมาสวยไม่แพ้ทีมงานมืออาชีพเลยก็ว่าได้

สรุป Canon 200D จัดว่าเป็นอาวุธเด็ดสำหรับมือใหม่ได้เลย ทั้งเล็ก เบา กะทัดรัด พกพาง่าย ใช้งานง่าย มีหน้าจอช่วยการตัดสินใจในการถ่ายภาพ เลนส์ก็ใช้ได้เลยไม่ต้องซื้อมาเพิ่ม ใครหัดเล่นกล้อง เริ่มจากตัวนี้ไม่ผิดหวังลองเลย

ความแตกต่างระหว่าง Canon EOS77D และ EOS 800D

EOS77D_800D_

Canon เปิดตัว 2 กล้องรุ่นใหม่ระดับโลก มีความเร็วการโฟกัสแบบ AF ที่ 0.03 วินาที ในโหมดไลฟ์วิว ถือว่าโฟกัสเร็วที่สุดในโลกของตระกูล DSLR ได้แก่ EOS 77D and EOS 800D มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดเจ๋งในดีไซน์สวยงามแม้ว่าจะคล้ายๆกัน แต่กล้องทั้งสองตัวนี้ก็มีส่วนแตกต่างตามสไตล์ของช่างภาพแต่ละคน

ความแตกต่างระหว่าง Canon EOS77D และ EOS 800D

กล้องทั้งสองรุ่นนี้เปิดประเดิมด้วยการโฟกัสแบบ 0.03 วินาที มีฟีเจอร์ Dual Pixel CMOS Auto-Focus (DAF), ระบบเซ็นเซอร์ CMOS 24.2 เมกะพิกเซล ปรับได้ตั้งแต่ช่วง ISO 100-25600 เพิ่มขยายได้ถึง 51200, ออโตโฟกัสแบบกากบาทสูงสุด 45 จุด, ตัวประมวลผลภาพ DIGIC 7 ที่ให้บันทึกรายละเอียดได้อย่างคมชัด สร้างพื้นหลังแบบพร่ามัวสวยงาม หน้าจอแบบบิดพับได้พร้อมระบบทัชสกรีนขนาด 3 นิ้ว รองรับการถ่ายวีดีโอแบบ Full HD 50p/60p มาพร้อมการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่หลายคนอยากจะสัมผัส

ระบบการทำงานของกล้องทั้งสองรุ่น EOS 77D กับ EOS 800D ช่องมองภาพอัจฉริยะมีกำลังขยายประมาณ 0.82 เท่า ครอบคลุมระยะชัดลึกประมาณ 95% หน้าจอโฟกัสเป็นแบบติดแน่น มีช่วงความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 1/4000 – 30 วินาที พร้อมความเร็วของ X-sync สูงสุดที่ 1/200 วินาที สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่อง กล้องสามารถถ่ายภาพได้สูงสุดประมาณ 6 เฟรมต่อวินาที (fps) ระบบเซนเซอร์ AF ประกอบด้วย All-Cross-Type สูงถึง 45 จุด ในจำนวนนี้มีถึง 27 จุดที่สามารถใช้กับค่า f/8 ได้ ขนาดหน้าจอทั้งสองรุ่น เป็นจอ LCD แบบสัมผัสมีขนาด 3 นิ้ว พร้อมความละเอียดประมาณ 1,040,000 จุด

การถ่ายภาพของกล้อง EOS 77D กับ EOS 800D ในการถ่ายภาพแบบ Live View ใช้ Dual Pixel CMOS AF ซึ่งทุกพิกเซลบนเซนเซอร์สามารถนำมาใช้เป็นเซนเซอร์ AF ตรวจจับแบบ Phase Difference ได้ กล้องทั้งสองรุ่นยังมีโหมด Smooth zone AF เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในกล้อง EOS M5 ช่วยให้การโฟกัสอัตโนมัติบนตัวแบบที่เคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ระบบการเชื่อมต่อเป็น Wi-Fi/NFC แล้ว ทั้ง EOS 77D กับ EOS 800D รองรับเทคโนโลยีบลูทูธพลังงานต่ำ ช่วยให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัจฉริยะได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนไปใช้ Wi-Fi ได้อัตโนมัติเมื่อจำเป็น แบตเตอร์รี่ใช้ Pack LP-E17 ถ่ายภาพได้ประมาณ 600 ภาพ (โหมดการถ่ายภาพผ่านช่องมองภาพ) ถ่ายภาพได้ 270 ภาพ (โหมด Live View) ในการชาร์จเพียงครั้งเดียว

 

ความแตกต่างของ EOS 77D และ EOS 800D

  • จอ LCD

EOS 77D เป็นรุ่นกลางมีจอ LCD อยู่บนตัวกล้อง พร้อมระบบการเข้าถึงเมนูต่างๆ ที่สะดวกกว่า EOS 800D

  • น้ำหนักกล้อง

EOS 77D ขนาดภายนอก 131 × 99.9 × 76.2 มม. มีน้ำหนักราว 532 ก. รวมแบตเตอรี่และการ์ดหน่วยความจำ หากไม่รวม (เฉพาะตัวกล้อง) น้ำหนักราว 485 ก.

EOS 800D ขนาดภายนอก 131 × 99.9 × 76.2 มม. มีน้ำหนักราว 540 ก. เมื่อรวมแบตเตอรี่และ การ์ดหน่วยความจำ หนักราว 493 ก. (เฉพาะตัวกล้อง)

5 อันดับกล้องส่องทางไกลที่นิยม

olympus-binoculars

กล้องส่องทางไกลถือเป็นอุปกรณ์อีกชนิดที่จำเป็นมากโดยเฉพาะในเรื่องของการใช้งานเกี่ยวกับการสอดส่องสิ่งต่างๆ ที่อยู่ระยะไกล ดังนั้นการเลือกใช้งานกล้องส่องทางไกลจึงควรเป็นกล้องระดับคุณภาพ มีมาตรฐานที่ดีในการใช้งานเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพกลับมาด้วย กล้องส่องทางไกลทุกวันนี้ก็มีด้วยกันหลายแบบ หลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีความพิเศษจุดเด่นจุดด้อยต่างกันออกไป ลองมาทำความรู้จักกับ 5 อันดับกล้องส่องทางไกลที่ได้รับความนิยมว่ามีรุ่นใดบ้าง

5 อันดับกล้องส่องทางไกลยอดนิยม

  1. กล้องส่องทางไกล Nikula 10-30×25 – ถือเป็นรุ่นที่นักเดินทางส่วนใหญ่นิยมมีติดตัวเอาไว้ข้อดีหลักๆ คือขนาดกล้องที่เล็ก พกพาง่าย ทว่าสามารถปรับซูมได้ดี ซึ่งกล้องส่องทางไกลสองตาขนาดเล็กแบบรุ่นนี้หาไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก จุดเด่นคือ กันน้ำ ตัดหมอกระบบไนโตรเจน เคลือบเลนส์ FMC ทำให้ภาพสีสดใส มีวัสดุทนทานใช้งานได้นาน ภาพไร้ขอบมัว
  2. กล้องส่องทางไกล Nikula 10×42 – ถือเป็นกล้องส่องทางไกลรุ่นยอดนิยมซึ่งใช้งานได้กับหลากหลายกิจกรรมทั้งการเดินเรือให้ภาพกว้างชัด, การเดินป่ากันน้ำตัดหมอกดี, การดูดาวปรับโฟกัสง่าย, การดูนกภาพสดใส สีชัดเจนทุกเฉด รุ่นนี้จึงเหมาะกับการลงทุนซื้อเพื่อใช้งานระยะยาว จุดเด่นคือ กันน้ำ ตัดหมอกระบบไนโตรเจน กำลังขยาย 10 เท่า ขนาดเลนส์ 42 มม. ภาพไร้ขอบมัว เคลือบเลนส์ FMC
  3. กล้องส่องทางไกล Qanliiy 30×21(EP) – ความน่าสนใจของรุ่นนี้คือขนาดแสนเล็กแต่ถึงจะเล็กทว่าภาพที่สัมผัสได้กลับไม่เล็กตามเลนส์เพราะว่ากล้องส่องทางไกลรุ่นนี้เป็นกล้องสองตาปรับโฟกัสง่าย มีการออกแบบเบ้ามองภาพอย่างสุดยอด มองเห็นชัดเต็มสองตา ดูนานแล้วไม่ปวดหัว พกใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อได้สบาย จุดเด่นคือ กำลังขยาย 30 เท่าคงที่ เคลือบเลนส์ FMC กันน้ำ IPx4
  4. กล้องส่องทางไกลรัสเซีย Baigish 8×30 – ความน่าสนใจของกล้องส่องทางไกลรุ่นนี้คือเรื่องของวัสดุประกอบที่ต้องบอกว่าเกินคุณภาพ ด้านความคมชัดก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้วเนื่องจากกำลังขยาย 8 เท่า ซึ่งวัสดุดังกล่าวทำจากเหล็กกล้าคุณภาพดี น้ำหนักเหมาะมือใช้ได้ทั้งชายและหญิง แถมด้วยกระเป๋าพกพา จุดเด่นคือขนาดเลนส์ 30 มม. กันน้ำตัดหมอกแบบ 100%
  5. กล้องส่องทางไกลรัสเซีย Baigish 20×50 – เป็นกล้องส่องทางไกลที่เหมาะกับผู้ชายมากเนื่องจากวัสดุทำจากเหล็กทั้งเส้น ขนาดลำกล้องไม่ยาวทำให้มองเห็นภาพกว้าง ทางการทหารมักชอบสั่งซื้อรุ่นนี้กันมากเพราะเน้นการส่องระยะไกล แต่ถ้าซื้อรุ่นนี้ต้องนึกถึงเรื่องการพกพาด้วย จุดเด่น กำลังขยาย 20 เท่าคงที่ เลนส์ 50 มม. ระยะ 1,000 เมตร ถือว่าเป็นกล้องส่องทางไกลคุณภาพเยี่ยมอีกรุ่นเลยก็ว่าได้